ค้นหา Q&A

วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

มาตรการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน/ผลประโยชน์ส่วนรวม

ด้วย โรงเรียนบ้านหัวดอย ได้ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตตามนโยบายรัฐบาลซึ่งได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐและมีเจตนารมณ์ในการดำเนินงานอย่างโปร่งใส มีคุณธรรม โดยยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม และผู้มีส่วนได้เสียตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี และเพื่อให้สอดคล้องตามเกณฑ์การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ 2565 ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้หน่วยงานสามารถป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง โรงเรียนบ้านหัวดอย จึงได้ประกาศมาตรการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ดังนี้

  1. ผู้ปฏิบัติงานของโรงเรียนบ้านหัวดอย ต้องมีความเข้าใจความหมายของการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interrest) การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน กับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์ทับซ้อน หมายถึง การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีผลประโยชน์ส่วนตนอยู่ และมีการใช้อิทธิพลตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ส่วนตัว โดยก่อให้เกิดผลเสียต่อผลประโยชน์ส่วนรวม ผลประโยชน์ทับซ้อนมีหลายรูปแบบไม่จำกัดอยู่ในรูปของตัวเงินหรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่รวมถึงผลประโยชน์อื่น ๆที่ไม่ใช่รูปตัวเงินหรือทรัพย์สินก็ได้ ถือเป็นการทุจริตคอร์รัปชันประเภทหนึ่ง เพราะเป็นการแสวงหาประโยชน์ส่วนบุคคลโดยการละเมิดต่อกฎหมาย ด้วยการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ไปแทรกแซงการใช้ดุลพินิจในกระบวนการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จนทำให้เกิดการละทิ้งคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่สาธารณะ ขาดความเป็นอิสระ ความเป็นกลางและความเป็นธรรม ส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะของส่วนรวม และทำให้ผลประโยชน์หลักขององค์กร หน่วยงานและสังคมต้องสูญเสียไป
  2. แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interrest) การส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interrest) สามารถแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมได้ รวมถึงไม่มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interrest)
  3. พฤติกรรมที่เข้าข่ายการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interrest)
  4. การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา
  5. การเข้าเป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม
  6. การกำหนดนโยบาย การเสนอหรือให้ความเห็นชอบกฎหมาย ระเบียบ กฎใดๆอันเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกิจการของตน คู่สมรส บุตร หรือบิดามารดา
  7. การใช้ข้อมูลภายในของรัฐที่ยังเป็นความลับอยู่ซึ่งตนได้รับหรือรู้จากการปฏิบัติหน้าที่หรือการใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต
  8. การริเริ่ม เสนอ จัดทำ อนุมัติโครงการของหน่วยงาน เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
  9. การใช้ทรัพย์สินของหน่วยงานที่ตนสังกัดหรือที่ตนปฏิบัติหน้าที่อยู่เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น เว้นแต่ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมาย
  10. การคับของขวัญ ของที่ระลึก เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ที่มีผู้มอบให้ในโอกาสที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานตามตำแหน่งหน้าที่ของตนหรือตามที่ได้รับมอบหมาย แม้ว่าผู้มอบจะระบุให้เป็นการส่วนตัวก็ตาม เว้นแต่เป็นสิ่งที่อาจได้รับตามกฎหมายหรือกฎ หรือเป็นสิ่งที่ได้รับตามจำนวนที่สมควรตามปกติประเพณีนิยมในการปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นการรับการให้ในลักษณะให้แก่บุคคลทั่วไป

ตามประกาศโรงเรียน
ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2565
(นายสังวาลย์ คำจันทร์)
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหัวดอย

มาตรการตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจ

 

                      โรงเรียนได้กำหนดวิสัยทัศน์  พันธกิจ  นโยบายและแผนกลยุทธ์ ให้สอดคล้องกับการสถานการณ์การเกิดโรคระบาด COVID-19   มีการจัดทำแผน   เพื่อให้การสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของครู บุคลากรในสถานศึกษา  ผู้ปกครอง  ชุมชน   และสังคม   โรงเรียนตระหนักถึงความสำคัญถึงคุณภาพชีวิตของนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียน ในสถานการณ์โรคระบาดโคโรนาไวรัส 2019 จึงเป็นสิ่งสำคัญต้องเร่งการปรับตัวเพื่อให้เกิดทักษะที่สามารถใช้ชีวิตให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีทั้งดี และเป็นอันตราย โดยเฉพาะการใช้สื่อที่มีอยู่ให้เกิดคุณประโยชน์กับนักเรียน มีการกิจกรรมอย่างหลากหลายที่ส่งเสริม สนับสนุน ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ทุกรูปแบบ จัดกิจกรรมที่เน้นคุณธรรมจริยธรรมและวินัยพื้นฐานให้แก่นักเรียน เช่นการตรงต่อเวลา ความมีน้ำใจ  มีความรับผิดชอบ ความกตัญญูกตเวที ความสามัคคีในหมู่คณะ การช่วยเหลือแบ่งปันและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันละกัน 

                     อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่สำคัญที่สุด   คือการบริหารงานอย่างมีความชื่อสัตย์   สุจริต  รักษาประโยชน์ส่วนรวม ไม่อาศัยหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้อำนาจและหน้าที่ของตน เพื่อแสวงหาประโยชน์ ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย นโยบาย และคำสั่งของผู้บังคับบัญชา มีความวิยะ อุตสาหะ ตรงต่อเวลา และอุทิศเวลาให้แก่ทางราชการ มีจิตสำนึกที่ดี มุ่งบริการต่อกลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการ โดยไม่เลือกปฏิบัติ  รักษาคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพและจรยาบรรณวิชาชีพ รักษาภาพลักษณ์และความสามัคคีในองค์กร ชุมชน และสังคม   หากมีเหตุอันใดที่ต้องเป็นเหตุให้วินิจฉัยข้อเท็จจริง โรงเรียนมีมาตรการตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจ  รายละเอียดดังนี้  

 ​วัตถุประสงค์

            เพื่อกำหนดมาตรการ แนวทาง ตลอดจนกลไกในการกำกับ ตรวจสอบ การปฏิบัติงานของครูและบุคลากร  ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ตลอดจนเป็นแนวทางปฏิบัติให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน

มาตรการ 

  1. การกลั่นกรอง ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจก่อนดำเนินการ
    • แต่งตั้งผู้มีหน้าที่พิจารณา  บุคลากรที่ต้องมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องดังกล่าวและต้องไม่มีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณา
    • การพิจารณา  ต้องมีรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรระบุเหตุที่มา ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย และรายละเอียดสนับสนุนการใช้ดุลพินิจ เสนอผู้บังคับบัญชาตามระดับชั้น ในกรณีการพิจารณาในเรื่องสำคัญที่ซับซ้อน   มีผลกระทบมาก   อาจมีการตั้งคณะทำงานที่มาจากฝ่ายงานต่าง ๆ  และจากบุคคลภายนอก   เพื่อให้ได้ความเห็นที่เป็นประโยขน์ในการประกาบการพิจารณา การใช้ดุลพิจิจ ด้วยความยุติธรรม
    • นอกจากนี้  ได้แต่งตั้งคณะกกรมมการติดตามผลการดำเนินงาน   และคณะกรรมการตรวจสอบ  จะทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของฝ่ายงานต่าง ๆ  เป็นระยะด้วย   เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตตามกลไกต่าง ๆ  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • การให้สิทธิแก่ผู้ถูกพิจารณา   ก่อนที่จะมีการออกคำสั่งใด ๆ ที่จะกระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้อื่น   จะต้องมีการแจ้งให้ผู้ที่ถูกกระทบสิทธิรับทราบ   และให้โอกาสในการโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน  โดยปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีปฏิบัติราชการ
    • การออกคำสั่ง   ต้องจัดทำเป็นหนังสือ / หนังสืออิเล็กทรอนิกส์โดยจัดให้มีเหตุผลประกอบ และจัดส่งพร้อมระบุสิทธิ

2. การพิจารณาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจ   

  • รณีร้องเรียนโต้แย้งดุลพินิจของโรงเรียน   (ไม่ว่าจะระบุตัวหรือไม่ก็ตาม)  ให้ส่วนงาน ที่
    เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการและ/หรือมีหนังสือตอบผู้ร้องโดยตรง ทั้งนี้ หากผู้ร้องไม่เห็นด้วย เรื่องก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณา 
  • กรณีร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้อำนาจ/ปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง (ไม่ว่าจะระบุตัวหรือไม่ก็ตาม) ให้คณะกรรมการ เป็นผู้ดำเนินการสอบถาม/หาข้อเท็จจริงเบื้องต้น (และ/หรือจะส่งให้ส่วนงานชี้แจงด้วยก็ได้) แล้วจึงสรุปผลการพิจารณาเสนอต่อผู้บริหาร  หากเห็นว่าเรื่องร้องเรียนมีประเด็นที่ควรพิจารณาความผิดทางวินัย ให้คณะกรรมการดำเนินการต่อ  หรือจะขอตั้งเป็นคณะทำงานร่วมกับฝ่ายบุคลากร  เพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียนร่วมกันก็ได้ หรือหากเห็นว่าควรมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงการถูกร้องเรียน ก็ให้เสนอความเห็นต้นสังกัดได้
3. กรณีร้องเรียนทุจริต พฤติกรรมบุคคลที่ไม่เหมาะสม  โดยต้องระบุพฤติกรรมที่เป็นลักษณะของการกระทำความผิดวินัยที่ชัดเจนบุคคล เป็นผู้ดำเนินการจัดการข้อร้องเรียน (ตามมาตรการจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริต)